บทที่ 5 กาฝาก... คือสถานะของเธอ
“รับกาแฟเพิ่มไหมคะคุณตุลย์”
“อืม ชงแบบเดิม ไม่ต้องใส่น้ำตาล แล้วก็อย่าให้หกเลอะเทอะเหมือนเมื่อวานอีก”
“ค่ะคุณตุลย์”
เสียงช้อนกระทบแก้วกาแฟดังเบาๆ ในห้องอาหารกว้างขวาง ตุลย์นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงหัวโต๊ะ ปลายนิ้วเลื่อนหน้าจอไอแพดเช็กตัวเลขหุ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีป้านิ่มและเด็กรับใช้อีกสองคนยืนคุมเชิงอยู่มุมห้อง
ปรางปวีร์ในชุดนักศึกษารีดเรียบกริบก้าวเข้ามาในห้อง สองมือจับสายสะพายกระเป๋าเป้ใบเก่าเอาไว้แน่น หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใครนั่งอยู่ตรงนั้น แต่ก็ฝืนก้าวเดินเข้าไปใกล้
“ป้านิ่มคะ” เธอเอ่ยเรียกด้วยความเกรงใจ
“วันนี้คุณลุงลงมาทานข้าวหรือยังคะ ปรางว่าจะเข้ามาสวัสดีก่อนไปเรียน”
หัวหน้าแม่บ้านหันมามอง แต่ยังไม่ทันอ้าปากตอบ ตุลย์ก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่ยอมเงยหน้าจากจอ
“พ่อฉันไปออกรอบกับลูกค้าตั้งแต่เช้ามืดแล้ว... อ้อ ป้านิ่ม”
“คะ... คุณตุลย์”
“บอกให้เด็กไปจัดที่นั่งเล็กๆ ในครัวให้ทีนะ ฉันไม่อยากนั่งโต๊ะเดียวกับ ‘กาฝาก’ แถวนี้ เห็นแล้วกินข้าวไม่ลง”
คำว่า ‘กาฝาก’ ถูกเปล่งออกมาดังฟังชัด ก้องสะท้อนไปทั่วห้องอาหาร ปรางปวีร์หน้าชาดิก สองเท้าหยุดชะงัก มือเล็กกำสายกระเป๋าเป้แน่น
“คุณตุลย์...” ปรางปวีร์เรียกชื่อเขาเสียงสั่น
“มีอะไร” ตุลย์วางไอแพดลง เลื่อนสายตาคมกริบมาจ้องหน้าเธอ
“ฉันพูดอะไรผิดไป หรือเธอไม่ได้เป็นกาฝากที่คอยเกาะพ่อฉันกิน”
“ปรางแค่จะเข้ามาถามหาคุณลุง ไม่ได้ตั้งใจจะมากวนเวลาอาหารเช้าของคุณค่ะ” เธอพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น
“ถ้าคุณลุงไม่อยู่ ปรางไปมหา’ลัยเลยก็แล้วกัน ขอตัวนะคะ”
“เดี๋ยว” ตุลย์สั่งเด็ดขาด “ฉันอนุญาตให้เธอเดินหนีตอนที่ฉันยังพูดไม่จบตั้งแต่เมื่อไหร่”
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก หันกลับมาเผชิญหน้า
“คุณมีอะไรจะสั่งปรางอีกเหรอคะ”
“ฉันไม่ได้จะสั่งเธอ ฉันจะสั่งคนของฉัน” ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ ปรายตามองป้านิ่มและเด็กรับใช้
“ฟังให้ดีนะทุกคน ต่อไปนี้ไม่ต้องจัดโต๊ะอาหารให้ผู้หญิงคนนี้มาร่วมโต๊ะกับฉันหรือพ่อฉันอีก อยากกินอะไรก็ให้ไปตักกินเองหลังบ้าน แล้วก็ไม่ต้องไปคอยรับใช้ประคบประหงมอะไรให้มากนัก”
“แต่ว่า... ท่านประธานสั่งกำชับเอาไว้ว่า...” ป้านิ่มแย้งเสียงแผ่ว
“ใครเป็นคนจ่ายเงินเดือนพวกเธอ พ่อฉันหรือฉัน!” ตุลย์กดเสียงต่ำลงจนน่ากลัว
“ทุกบาททุกสตางค์ที่เลี้ยงดูพวกเธอในบ้านหลังนี้คือเงินจากผลกำไรที่ฉันหามา ถ้าใครกล้าขัดคำสั่ง หรือแอบไปเอาใจแม่นี่ลับหลัง ฉันจะไล่ออกให้หมด เข้าใจไหม!”
“ข... เข้าใจค่ะคุณตุลย์!” สาวใช้สองคนรีบก้มหน้าตอบรับเสียงสั่น
“ดี จำใส่หัวเอาไว้ว่าเขาไม่ใช่เจ้านาย เป็นแค่กาฝากที่พ่อฉันเก็บมาเลี้ยง ปฏิบัติกับเขาให้เหมือนคนงานทั่วไปก็พอ”
ตุลย์เหยียดยิ้มมุมปาก จ้องมองใบหน้าหวานที่พยายามซ่อนความเจ็บปวดด้วยความสะใจ
“ได้ยินชัดแล้วใช่ไหม จะไปไหนก็ไป อย่ามาเดินเกะกะสายตาฉันแต่เช้า”
ปรางปวีร์เม้มปากแน่น พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ หญิงสาวหมุนตัวเตรียมเดินออกจากห้อง ทว่าท่าทีของคนรับใช้ที่เคยก้มหน้าหวาดกลัวเมื่อวันก่อน กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
สาวใช้คนหนึ่งที่ยกถาดน้ำส้มคั้นเข้ามา ปรายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แอบมองและเหยียดยิ้มเยาะเย้ยอย่างเปิดเผย ก่อนจะจงใจเดินกระแทกไหล่ปรางปวีร์อย่างแรงจนร่างเล็กเซถลา แล้วเชิดหน้าเดินผ่านไปโดยไม่มีคำขอโทษหลุดออกจากปาก
ปรางปวีร์สูดลมหายใจลึก พยายามทรงตัวให้กลับมายืนตรง มือที่จับสายกระเป๋าเป้บีบเข้าหากันแน่นจนสั่นสะท้าน หยดน้ำตาร้อนผ่าวตีตื้นขึ้นมาเกาะขอบตา แต่เธอกัดฟันฝืนมันเอาไว้สุดกำลัง
“หึ...” เสียงหัวเราะหยันดังมาจากหัวโต๊ะ
“เป็นไง รสชาติของการเป็นคนนอก รับไม่ได้เหรอที่คนใช้บ้านฉันเขาไม่ยอมก้มหัวให้กาฝากอย่างเธอ”
“ปรางไม่ได้ต้องการให้ใครมาก้มหัวให้ค่ะ” เธอคุมเสียงไม่ให้สั่นตอบกลับไป
“งั้นก็ดี” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว สายตาเยียบเย็นกดต่ำลงมอง
“ฉันนึกว่าเจอแบบนี้เข้าไป เธอจะบีบน้ำตาวิ่งไปฟ้องพ่อฉัน หรือไม่ก็รีบวิ่งขึ้นห้องไปเก็บกระเป๋าแล้วไสหัวออกไปซะอีก”
“คุณคงต้องผิดหวังแล้วล่ะค่ะ เพราะปรางจะไม่ออกไปไหนทั้งนั้น” เธอเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ แม้ภายในใจจะสั่นไหวแค่ไหนก็ตาม
“หน้าด้านกว่าที่คิดนะ” ตุลย์เหยียดยิ้มร้าย
“เศษเงินของพ่อฉันคงหอมหวานมากสินะ จนเธอต้องยอมทิ้งศักดิ์ศรีมายืนให้คนใช้เดินชนเล่นแบบนี้”
“ปรางไม่เคยหวังเงินของคุณลุง!”
“อย่ามาขึ้นเสียงใส่ฉัน!” ตุลย์ตวาดกลับ
“เธอมีสิทธิ์อะไรมาเถียงฮะ คิดว่าพ่อฉันไม่อยู่แล้วจะทำกำแหงยังไงก็ได้งั้นเหรอ”
บรรยากาศในห้องอาหารตึงเครียดขึ้นทันที ป้านิ่มและสาวใช้อีกสองคนรีบก้มหน้าหลบตา แต่ปากแอบขมุบขมิบยิ้มเยาะ
“ปรางไม่ได้กำแหง ปรางแค่อธิบายความจริง” เธอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์
“ความจริงก็คือเธอมันแค่เด็กกำพร้าหิวเงิน” เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงรังเกียจเดียดฉันท์
“ถ้าแม่เธอรู้ว่าลูกสาวตัวเองต้องมาลดตัวยอมเป็นหมาหัวเน่าในบ้านคนอื่นแบบนี้ เขาจะภูมิใจหรือสมเพชดีล่ะ”
“อย่าเอาแม่ของปรางมาพูดแบบนี้นะคะ!” ปรางปวีร์เผลอก้าวเข้าไปหาเขาหนึ่งก้าว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความโกรธจัด
“ทำไม รับความจริงไม่ได้หรือไง” ชายหนุ่มเลิกคิ้วท้าทาย ไม่สะทกสะท้าน
“ถ้าทนไม่ได้ก็รีบไสหัวออกไปสิ ประตูบ้านเปิดกว้างรอไล่คนอย่างเธอเสมอ”
หญิงสาวชะงัก หลับตาลงช้าๆ พ่นลมหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความนิ่งสงบอย่างที่ตุลย์ไม่คาดคิด
“ปรางขอตัวไปเรียนก่อนนะคะ” เธอเอ่ยเสียงเรียบ หมุนตัวเตรียมเดินออกไป
“เดี๋ยว... ป้านิ่ม”
“คะ... คุณตุลย์”
“ให้เด็กไปเอาไม้ถูพื้นมาเช็ดตรงที่ผู้หญิงคนนี้ยืนเมื่อกี้ใหม่ทั้งหมดด้วยนะ ฉันไม่ชอบให้มีคราบสกปรกติดอยู่ในบ้าน”
“ได้ค่ะ แวว... รีบไปหยิบไม้ถูพื้นมาจัดการเดี๋ยวนี้เลย”
แววรีบวิ่งไปหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดมาอย่างรู้หน้าที่ เด็กสาวจงใจใช้ไม้ถูพื้นไถไปบนพื้นจนเฉียดปลายรองเท้าผ้าใบของปรางปวีร์
“ถอยหน่อยสิคะ ยืนเกะกะคนจะทำงานอยู่ได้”
ปรางปวีร์ก้าวถอยหลังหลบทางให้อย่างเงียบๆ เธอไม่ตอบโต้ ไม่ด่าทอ และไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองผู้ชายใจร้ายที่ยืนกอดอกมองเธออยู่ด้วยสายตาสมเพช
ร่างเล็กเดินพ้นกรอบประตูห้องอาหารออกมาอย่างมั่นคง แต่ทันทีที่พ้นระยะสายตาของคนพวกนั้น มือที่จับสายเป้ก็บีบแน่นจนสั่นสะท้าน เธอเงยหน้าขึ้นมองเพดานเพื่อไล่หยาดน้ำตาให้ไหลกลับลงไป
ฉันจะทน... เพื่อตอบแทนบุญคุณคุณลุง ฉันจะไม่ยอมแพ้คนใจร้ายอย่างเขาเด็ดขาด
